ขณะกำลังขับรถกลับบ้านตอนเย็นวันจันทร์ มีโทรศัพท์เข้าจากภรรยาว่า “น้องบัวอยู่รพ…นะ คิดว่าแขนหัก..”

อาการแรกคือตกใจ และอึ้งกิมกี่ เพราะมันเป็นความบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมากับน้องบัว พอตั้งสติได้ ผมเปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางในทันที

พอไปถึง ก็พบน้องบัว ลูกสาวคนโตนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยสีหน้าตกใจนิดๆ สิ่งที่ผมเห็นต่อมาคือ ข้อศอกซ้ายของลูกมีผ้าก๊อชพันไว้และมีถุงน้ำแข็งวางทับไว้ สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือความสงสารจับใจเพราะมันคงจะเจ็บมาก แต่ผมไม่มีทางรู้ได้ว่าเจ็บเพราะกระดูกหักมันจะเจ็บแค่ไหน เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่เคยมีอวัยวะส่วนไหนหักเลย

จากการสอบถามได้ความว่า เธอตกจากเครื่องเล่นใหม่ที่โรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้นักเรียน มันเป็น “บันไดลิง” และเธอตกลงมาเพราะมีการชนกันขณะปีนเล่นกันอยู่

ภาพเอ็กซ์เรย์กระดูกที่หัก

ภาพเอ็กซ์เรย์กระดูกที่หัก

ผลการเอ็กซเรย์ มีกระดูกส่วนที่หักออกมาตรงปลายกระดูกท่อนแขนส่วนบน หมอบอกว่าวิธีการรักษาต้องวางยาสลบ แล้วขั้นตอนต่อมาก็ต้องพยายามดันกระดูกที่หักให้เข้ารูปเดิมแล้วเข้าเฝือกไว้ แต่ถ้าไม่ได้ผลต้องทำการผ่าตัดแล้วดามเหล็กกระดูกแขนท่อนบนให้ติดกันแล้วเข้าเฝือก

หมอพาน้องบัวเข้าห้องผ่าตัดตอน 4 ทุ่มครึ่ง ผมกับภรรยากลับไปอาบน้ำที่บ้าน แล้วกลับมาเฝ้าที่หน้าห้องผ่าตัด เวลาผ่านไปจนเกือบจะตีสองของวันใหม่ พนักงานก็เข็นรถเข็นออกมา น้องบัวนอนอยู่บนนั้น หลับไหลไม่ได้สติ น่าสงสารมากครับ ขณะเดียวกันคุณหมอเจ้าของไข้ก็ออกมาอธิบายว่า วิธีการแรกไม่ได้ผลต้องใช้วิธีที่สอง เลยต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน และเธอจะมีแผลเป็นอยู่ที่ใต้ข้อศอกยาวประมาณ 2 นิ้ว และหลังจากแผลหายแล้ว ต้องทำกายภาพบำบัดอีกประมาณ 1 เดือน และที่สำคัญขณะที่เข้าเฝือกอยู่อย่าให้แขนกระทบกระเทือน เพราะอาจทำให้กระดูกไม่ต่อสนิททำให้แขนโก่งได้

คืนนั้น ไม่ใช่สิต้องเป็นเช้าวันนั้น ผมกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ส่วนภรรยาเฝ้าน้องบัวอยู่ที่รพ. พอเช้าผมรีบกลับไปที่รพ. ก็พบน้องบัวหน้าตาสดชื่นให้น้ำเกลืออยู่ แผลที่แขนก็พันผ้าไว้แน่นหนา

ยังไหวค่ะ

ยังไหวค่ะ

เห็นแล้วก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง คิดซะว่าฟาดเคราะห์ ยังดีที่เป็นแขนซ้ายนะครับ ถ้าเป็นแขนขวาหรือเอาคอลงจะสูญเสียมากกว่านี้จนไม่กล้าจะคิดเลยครับ แต่เอ … เครื่องเล่นชนิดนี้อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อเด็กมากไปหรือเปล่านะ เพราะถ้าน้องบัวตกได้ เด็กคนอื่นก็ย่อมจะตกได้นะ น่าคิดทีเดียว ?